16 คำถามที่พบบ่อยในการดึงหน้า

ไม่ว่าใครก็อยากมีใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ เพราะนอกจากจะเสริมสร้างความมั่นใจแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างโอกาสหลาย ๆ อย่างให้กับชีวิต การดึงหน้าเป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งทุกวันนี้ก็มีหัตถการหลายอย่างที่สามารถช่วยยกกระชับ และแก้ไขปัญหาริ้วรอยบนใบหน้าได้ แต่หัตถการเหล่านี้ก็ให้ผลลัพธ์เพียงชั่วคราวเท่านั้น สำหรับคนที่ต้องการผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่านั้น การผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าจึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

การตัดสินใจเลือกดึงหน้าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะเป็นการผ่าตัดที่ต้องอาศัยความชาญการด้านการดึงหน้าของศัลยแพทย์ และการดูแลผิวหลังผ่าตัดที่ดี ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง ในบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดึงหน้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นผ่านคำถามที่พบบ่อยเหล่านี้ 

1. การดึงหน้าคืออะไร?

คำตอบ การดึงหน้า (Facelift) เป็นกระบวนการศัลยกรรมที่มุ่งเน้นการยกและปรับตำแหน่งของผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังบนใบหน้าและคอ เพื่อแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อยและริ้วรอย ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น

2. การดึงหน้าเหมาะกับใคร?

คำตอบ ผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยและริ้วรอยอย่างชัดเจนบนใบหน้าและคอ และมีสุขภาพดีพอสมควร การปรึกษาแพทย์จะช่วยให้รู้ว่าคุณเหมาะสมกับการดึงหน้าหรือไม่

3. การดึงหน้ามีกี่ประเภท?

คำตอบ การดึงหน้า (Facelift) มีหลายประเภทที่แตกต่างกันไปตามเทคนิคและระดับของการแก้ไขที่ต้องการ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นประเภทหลักๆ ดังนี้:

  • Traditional Facelift (การดึงหน้าแบบดั้งเดิม) เป็นการผ่าตัดที่ครอบคลุมทั้งใบหน้าและคอ โดยศัลยแพทย์จะทำการยกและปรับตำแหน่งของผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง เพื่อแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อยและริ้วรอย เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยและริ้วรอยอย่างชัดเจนทั่วทั้งใบหน้าและคอ ผลลัพธ์จะยาวนานกว่าแต่การพักฟื้นจะนานกว่าเช่นกัน
  • การดึงหน้าแบบมินิ (Mini Facelift) เป็นการผ่าตัดที่มีการแก้ไขเฉพาะบางส่วนของใบหน้า เช่น บริเวณแก้มและกราม โดยใช้การผ่าตัดที่มีขนาดเล็กกว่าและการฟื้นตัวที่รวดเร็วกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลางในบริเวณเฉพาะ ผลลัพธ์จะไม่ยาวนานเท่าการดึงหน้าแบบดั้งเดิม แต่การพักฟื้นจะสั้นกว่า
  • การดึงหน้าส่วนกลาง (Mid-Facelift)
    มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาในส่วนกลางของใบหน้า เช่น บริเวณแก้มและใต้ตา โดยไม่เกี่ยวข้องกับส่วนล่างของใบหน้าและคอ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยและริ้วรอยเฉพาะในบริเวณส่วนกลางของใบหน้า การพักฟื้นจะเร็วกว่าและการผ่าตัดจะมีขนาดเล็กกว่า
  • การดึงหน้าชั้น SMAS (SMAS Facelift)
    เป็นการผ่าตัดที่เน้นการยกและปรับตำแหน่งของชั้นกล้ามเนื้อใต้ผิวหนังที่เรียกว่า SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ยาวนาน การผ่าตัดนี้จะซับซ้อนกว่าและการพักฟื้นจะนานกว่า
  • การดึงหน้าชั้นลึก (Deep Plane Facelift)
    เป็นการผ่าตัดดึงหน้าเพื่อแก้ปัญหาผิวหน้าที่หย่อนคล้อย โดยศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการจะลงลึกไปยังเนื้อเยื่อใต้กล้ามเนื้อชั้น SMAS และปลดล็อกกล้ามเนื้อชั้น SMAS ช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถยกกระชับกล้ามเนื้อและผิวหนังบนใบหน้าได้ง่ายยิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จึงจะไม่ดูผิดปกติ หรือตึงรั้ง และอยู่ได้นานยิ่งขึ้น

4. การดึงหน้ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

คำตอบ การดึงหน้าเป็นการผ่าตัดที่ต้องให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยทั่วไปแล้วก่อนเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรม ศัลยแพทย์จะแจ้งถึงความเสี่ยงต่าง ๆ อันได้แก่

  • การติดเชื้อหลังการผ่าตัดดึงหน้า
  • การเกิดแผลเป็นที่อาจมองเห็นได้
  • ภาวะเลือดคั่งใต้ผิวหนังหลังดึงหน้า
  • อาการชาบริเวณที่ผ่าตัดดึงหน้า
  • การบวมที่อาจคงอยู่นานกว่าปกติ
  • ความเสี่ยงจากการดมยาสลบ
  • การเกิดพังผืดใต้ผิวหนัง
  • ความไม่สมมาตรของใบหน้า

เพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ ควรเลือกศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านในการดึงหน้าโดยเฉพาะ และปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด

5. การดึงหน้าใช้เวลานานเท่าไหร่?

คำตอบ ขึ้นอยู่กับประเภทของการดึงหน้า การดึงหน้าแบบดั้งเดิมอาจใช้เวลา 2-4 ชั่วโมง ขณะที่การดึงหน้าแบบมินิหรือการใช้ไหมอาจใช้เวลาน้อยกว่า

6. การพักฟื้นนานเท่าไหร่?

คำตอบ การพักฟื้นขึ้นอยู่กับประเภทของการดึงหน้า การดึงหน้าแบบดั้งเดิมอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ขณะที่การดึงหน้าแบบมินิหรือการใช้ไหมอาจใช้เวลาพักฟื้นเพียงไม่กี่วันถึงสองสัปดาห์

7. ผลลัพธ์ของการดึงหน้าจะยาวนานเท่าไร?

คำตอบ ผลลัพธ์ของการดึงหน้าแบบดั้งเดิมและแบบ SMAS สามารถอยู่ได้นานเกิน 5 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแล หากมีการดูแลรักษาและบำรุงอย่างสม่ำเสมอก็อาจอยู่ได้นานนับ 10 ปีเลยทีเดียว

8. ค่าใช้จ่ายในการดึงหน้าประมาณเท่าไร?

คำตอบ ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับประเภทของการดึงหน้าและสถานพยาบาล โดยการดึงหน้าแบบดั้งเดิมและแบบ SMAS อาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า การดึงหน้าแบบมินิ อย่างไรก็ตาแพทย์จะเป็นผู้ตรวจดูสภาพของโครงสร้างใบหน้า กล้ามเนื้อ และผิวหนัง ก่อนจะแนะนำว่าหากต้องการใบหน้าที่ยกกระชับควรใช้การผ่าตัดดึงหน้าวิธีใด ดังนั้นเพื่อให้ทราบค่าใช้จ่ายในการศัลยกรรมดึงหน้าที่แน่นอน ควรเข้ารับคำปรึกษาแพทย์ก่อน

9. หลังการผ่าตัดดึงหน้าจะมีแผลเป็นหรือไม่?

คำตอบ โดยทั่วไปแล้วการผ่าตัดดึงหน้าจะมีแผลผ่าตัดให้เห็น แต่ศัลยแพทย์จะพยายามซ่อนรอยแผลไว้ในบริเวณที่มองไม่เห็น ทั้งนี้จะมีรอยแผลเป็นหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อาจมีแผลเป็นที่ซ่อนอยู่ในเส้นผมและหลังหู อย่างไรก็ตามอาจมีบางกรณีที่เกิดแผลเป็นคีลอยด์ได้เช่นกัน ดังนั้นหลังจากการผ่าตัดดึงหน้าจึงควรหมั่นรักษาแผลหลังการผ่าตัดให้ดี จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดแผลเป็นได้ค่ะ 

10. ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนการดึงหน้า ?

คำตอบ ก่อนเข้ารับการผ่าตัดดึงหน้า การเตรียมตัวถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย โดยควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการเตรียมตัวให้ชัดเจน โดยส่วนใหญ่แล้ว ศัลยแพทย์จะแนะแนวทางในการเตรียมตัวก่อนผ่าตัดดังนี้

  • เข้ารับการตรวจสุขภาพร่างกายโดยละเอียด การตรวจที่สำคัญ ได้แก่ การตรวจเลือด การเอกซเรย์ปอด และการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
  • งดสูบบุหรี่อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนการดึงหน้า
  • งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์
  • แจ้งประวัติการแพ้ยาให้แพทย์ทราบ
  • งดยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด

นอกจากนี้ผู้เข้ารับการผ่าตัดจะต้องทำความเข้าใจกับกระบวนการดึงหน้า และเตรียมใจกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งยังวางแผนการพักฟื้นให้พร้อม เพื่อให้การพักฟื้นเป็นไปได้อย่างราบรื่น

11. ผ่าตัดดึงหน้าแล้วจะเห็นผลลัพธ์ทันทีหรือไม่?

คำตอบ โดยทั่วไปแล้วคุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังการผ่าตัด แต่ผลลัพธ์สุดท้ายจะเห็นได้ชัดเจนหลังจากการบวมและรอยช้ำหายไป ซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนค่ะ


12. การดูแลตัวเองหลังการดึงหน้ามีอะไรบ้าง


คำตอบ การดูแลตัวเองหลังการดึงหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและยาวนาน โดยการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดดึงหน้ามีดังนี้

  • การดูแลแผลผ่าตัด
    • ทำความสะอาดแผลตามที่แพทย์แนะนำ
    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณแผลโดยตรง
    • หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย และบริเวณแผลผ่าตัด
  • การพักฟื้น
    • นอนพักให้เพียงพอ
    • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก
    • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
    • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
    • ควรใช้ครีมกันแดดเสมอ
    • สวมหมวกหรือร่มเมื่อออกแดด และหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจัดเป็นเวลานาน ๆ 


13. ข้อควรระวังหลังการดึงหน้ามีอะไรบ้าง ?

คำตอบ นอกจากการดูแลตัวเองที่ดีแล้ว หลังการผ่าตัดดึงหน้ายังควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนกับแผลผ่าตัด ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่อย่างน้อย 4-6 สัปดาห์
  • งดดื่มแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางในช่วงแรก
  • ระวังการกระทบกระแทกบริเวณที่ผ่าตัด
  • ทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

14. หากยังไม่พร้อมดึงหน้ามีการดูแลผิวหน้าอย่างไรเพื่อชะลอความหย่อนคล้อยได้บ้าง?

คำตอบ หากยังไม่พร้อมที่จะเข้ารับการดึงหน้า ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยการเงินหรือ สุขภาพ เบื้องต้นก็สามารถการดูแลผิวหน้าด้วยตัวเองได้ด้วยวิธีดังนี้ไปนี้

  • ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกวิธี
  • ใช้ครีมบำรุงที่เหมาะกับสภาพผิว
  • ใช้ครีมกันแดดทุกวัน
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายผิว

15. หลังผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า กี่วันถึงหายบวม?

คำตอบ โดยทั่วไปแล้วหลังจากการผ่าตัดดึงหน้า อาการบวมจะเริ่มลดลงหลังจากสัปดาห์ที่ 2 -3 ซึ่งผู้เข้ารับการผ่าตัดสามารถลดอาการบวมได้ด้วยการหมั่นประคบเย็น

16. ดูแลผิวหน้าอย่างไรให้ผลลัพธ์ของการดึงหน้าอยู่ได้นานมากขึ้น 

คำตอบ เพื่อให้ผลลัพธ์ของการดึงหน้าอยู่ได้นานขึ้น ควรหมั่นดูแลผิวหน้าด้วยวิธีดังนี้

  • ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวตามคำแนะนำของแพทย์
  • หลีกเลี่ยงการขัด หรือสครับผิวแรง ๆ 
  • ทาครีมกันแดดเป็นประจำ สวมใส่หมวก หรือกางร่มเสมอเมื่อต้องออกกลางแจ้ง
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงความเครียด
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ และควรปรึกษาแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย

การดึงหน้าเป็นการตัดสินใจสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ผู้ที่สนใจควรศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน ปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการ และเตรียมตัวให้พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากการดึงหน้า